ฟันปลอมของธิติกร

posted on 02 Jul 2008 00:10 by 3003
ฟันปลอม..มีเฉพาะผู้ใหญ่เท่านั้นหรือ แล้วสำหรับเด็กชายธิติกรเล่า มันคืออะไร เขายืนยัน มั่นใจอย่างเต็มที่ว่า เขาเคยมีฟันปลอมมาก่อน

“ฟันปลอมน่ะ เราเคยมีตอนนั้นมันยังไม่หักไปหมดแบบนี้หรอก” เด็กชายเล่าให้เพื่อนฟัง

“ฟันปลอม. ยายของฉันก็มี แช่อยู่ในแก้ว อึ๋ย!! คิดแล้วขนลุก” เพื่อนคนหัวโตเล่าบ้าง
“ฟันปลอม มีแต่ผู้ใหญ่เท่านั้นแหละถึงจะใส่ได้ เรายังเด็กอยู่ ใส่ไม่ได้หรอก” เพื่อนตัวเตี้ยกล่าวแย้ง

“มันจะเป็นแบบนั้นได้ยังไงล่ะ ก็ในเมื่อเรามีฟันปลอมจริงๆ มีมาตั้งนานแล้วด้วย แล้วตอนนี้ก็หมดปากไปแล้ว ถ้าไม่เชื่อก็ดูในปากเราสิ มันเคยมีฟันปลอมจริงๆ ตรงที่เหงือกแดงๆน่ะ ฟันปลอมเพิ่งหลุดไป” เด็กชายเถียงขอเป็นเอ็น แต่ถึงกระนั้นความเข้าใจของเด็กๆก็ยังๆไม่ตรงกันเสียที

เด็กชายธิติกร เป็นเด็กนักเรียนชั้น อนุบาล.1/1 ของโรงเรียนประจำหมู่บ้าน ปัญหาของเขามีอยู่เพียงอย่างเดียวว่า ทำไมเขาถึงมีฟันปลอมขึ้นในปาก ในขณะที่คนอื่นๆ ยืนยันว่า ฟันแบบนั้นมีแต่ในผู้ใหญ่เท่านั้น ทุกวันที่เขาพยายามหาคำตอบถึงความเป็นไปได้ว่า เขาอาจเป็นผู้ใหญ่แล้วกลับมาเด็กอีกครั้ง ซึ่งนั่นยิ่งทำให้เขาปวดหัวไปใหญ่ เพราะหนทางที่จะเป็นไปได้ แทบจะไม่มีเลย

เขาใช้ลิ้นดุนเหงือกเพื่อสัมผัสกับซี่ฟันปลอมที่อาจจะหลงเหลือเป็นหลักฐานกับเพื่อนๆได้ หลังจากที่แม่ของเขาพาไปถอนจนเกือบหมด

“เย้ เจอแล้ว เจอฟันปลอมแล้ว” เขาวิ่งไปอวดเพื่อน

“นี่ไง ฟันปลอมของเรา มันยังมีอีกซี่เห็นไหมว่าฉันไม่ได้โกหก ฉันน่ะ เคยมีฟันปลอมจริงๆ มีครบทั้งปากเลย แต่แม่ให้ไปเอาออกเท่านั้นเอง”

เพื่อนๆต่างมองหน้ากัน พลอยรู้สึกระอา กับการไม่ยอมเข้าใจอะไรเสียเลยของเขา ต่างพากันไปที่สหกรณ์ของโรงเรียนเพื่อซื้อขนม เขาเดินตามเพื่อนไปแล้วเขาก็ได้อมยิ้มมา 1 ไม้

รสชาติของอมยิ้มยังคงเป็นรสเดิมๆที่โปรดปราน รสโคคาโคล่า ที่เปรี้ยวซ่านิดๆค่อยๆทะยอยลงคอไป ไม่ช้า จึงเหลือเพียงไม้แกนสีขาว ที่เขาพยายามดูดจนสิ้นรสหวานที่ปลายไม้

เมื่อหมดเวลาพักกลางวัน เด็กๆต่างพากันกรูเข้าห้อง เพราะจะเป็นช่วงเวลาที่ครูประจำชั้น หยิบการ์ตูนสอนภาษาไทยให้ดูกัน

แต่แล้วความเพลิดเพลินก็เริ่มห่างหายไปจากโสตประสาทของเด็กชายธิติกร เมื่อเขารู้สึกปวดตุ๊บๆที่เหงือกบริเวณที่มีฟันกรามฝังตัวอยู่

“โอย...โอย...เจ็บฟัน” เด็กชายลงไปนอนร้องครวญคราง
“ครูครับ ครู ธิติกรปวดฟันครับ” เพื่อนๆรีบไปแจ้งครูประจำชั้น
“ทำใจดีๆไว้นะ เดี๋ยวก็ถึงมือหมอแล้ว” เพื่อนอีกคนพูดเลียนแบบละครตอนหัวค่ำ

บ่ายนั้นจึงไม่ใช่บ่ายที่แสนสนุกของใครเลย เพราะครูพยาบาลได้เข้ามาให้ความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพปากและฟัน

“คงเห็นกันแล้วใช่ไหมว่า ถ้าเราไม่แปรงฟันให้สะอาด จะเป็นอย่างไร ไหนใครแปรงฟันสะอาดบ้างยกมือขึ้นสิ” ครูพยาบาลเอ่ยขึ้นหลังจากที่ทำการปฐมพยาบาลเด็กชายธิติกรเรียบร้อยแล้ว

“ผมครับ”
“ไหนอวดฟันให้เพื่อนๆดูหน่อยสิ ว่าคนแปรงฟันสะอาด ฟันสวยแค่ไหน” ครูพยาบาลขอให้ยิ้มยิงฟันแล้วเพื่อนๆต่างก็ต้องยอมรับว่า ฟันที่ขาวสะอาดนั้น ทำให้น่าดูแค่ไหน

“เอาล่ะนะ ถ้าไม่อยากปวดฟันแบบเพื่อน พวกเราต้องทำยังไงนะ...พวกเราต้องแปรงฟันให้สะอาด ขนมหวาดอย่างลูกอมนี่ล่ะตัวดีเลย ต้องระวังนะ เพราะถ้าฟันแท้ของเราผุขึ้นมาล่ะก็ คราวนี้จะหมดทางแก้ตัวแล้วนะ”

“ครูครับ แล้วฟันปลอมของธิติกรจะต้องถอนไหมครับ” เพื่อนคนหนึ่งถามขึ้น

“อะไรนะ ฟันปลอม”

“ครับ ธิติกร บอกว่าเขาเหลือฟันปลอมซี่นึง”
“ฮา..ฮา..นั่นน่ะ เขาเรียกว่าฟันน้ำนมนะ ไม่ได้เรียกว่าฟันปลอม นี่คงเข้าใจว่าฟันแท้ แล้วเรียกฟันน้ำนมว่าฟันปลอมงั้นสิ ไม่ใช่นะ เข้าใจกันใหม่ได้แล้ว ฟันปลอมจะเป็นฟันที่จะเข้ามาช่วยเราเคี้ยวอาหาร ตอนที่ฟันแท้ของเราหักไปแล้ว ดูอย่างคนแก่ที่เขาฟันหลุดจนหมดปาก เราก็จะเห็นฟันปลอมพร้อมทั้งเหงือกมาทั้งชุดเลย แต่ทางที่ดี เราต้องดูแลฟันแท้ของเราให้อยู่ยาวนานที่สุด เข้าใจไหม” ครูพยาบาลออกจากห้องไปแล้ว แต่เสียงคุยเร่องฟันแท้ฟันปลอมยังคงอยู่

ตกเย็นระหว่างที่เด็กชายธิติกรรอคุณยายมารับนั้น เพื่อนต่างห้องเรียนคนหนึ่งยื่นอมยิ้มรสโคคาโคล่าของโปรดให้

“ไม่เอาหรอก” เขาปฏิเสธ
“ทำไมล่ะ เธอชอบไม่ใช่หรอ ฉันอุตส่าห์เก็บไว้ให้ วันนี้ที่ห้องเขาแจกอมยิ้มกันด้วย” เด็กหญิงเสียงเศร้าลงทันที

“จะบอกอะไรให้นะ อมยิ้มเนี้ยมันมีหนอน”
“อะไรนะ รู้ได้ยังไงว่าอมยิ้มของฉันมีหนอน” เด็กหญิงตกใจ

“ก็นี่ไง ดูนี่สิ” เด็กชายอ้าปากให้ดูฟันผุของตัวเอง “ไอ้อมยิ้มนี่ล่ะ มีหนอน พออมแล้วหนอนมันก็มากัดปาก จนปวดมากๆต้องถอนฟันน่ะสิ” เขากล่าวอย่างมั่นใจ
“ว้า แบบนี้ มันก็เป็นอมยิ้มที่เสียแล้วใช่ไหม เอาไว้วันหลังฉันเอาชอคโกแลตจากที่บ้านมาฝากนะ รับรองว่า มันยังไม่เสียหรอก” เด็กหญิงยิ้มแป้น จนเห็นฟันหลอและซี่ฟันดำที่ดูเหมือนว่าใกล้หลุดเต็มที
“ฉันว่า ชอคโกแลตที่บ้านเธอก็น่าจะมีหนอนนะ”

ความเงียบเข้ามาแทนที่ความสุข รสหวานดูเหมือนว่าจะกลายเป็นสิ่งต้องห้ามไปเสียแล้ว

“คุณยายครับ ทำไมคุณยายถึงยังไม่ใส่ฟันปลอม” เด็กชายถามระหว่างทางกลับบ้าน
“ฮึ ใครว่าล่ะ ยายก็มีฟันปลอมนะ” คุณยายอมยิ้ม
“ก็ยังไม่เคยเห็นคุณยายแช่ฟันปลอมในแก้วเหมือนคุณยายของเพื่อนเลยนี่นา”

“ยายน่ะ ใส่ฟันปลอมไว้ 2 ซี่ เป็นฟันหน้าที่ผุ น่าเกลียดมาก เป็นฟันแท้ที่ถ้าผุแล้ว ทำอะไรไม่ได้อีกเลยนอกจากใส่ฟันปลอม ดีนะที่สมัยนั้น ยายมีเงินพอที่จะไปทำฟันปลอมใส่ นี่ก็ใส่มาหลายสิบปีแล้วนะ” คุณยายยิ้มอวดฟันปลอมที่ไม่มีใครดูออกเลยจริงๆ

“แปลว่า คุณยายก็ไม่ชอบแปรงฟันหรอครับ”
“ใช่จ๊ะ สมัยก่อน บ้านเราจนมาก แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ไม่สมบูรณ์อย่างทุกวันนี้หรอก ยายเองก็แปรงลวกๆไป พอมารู้ตัวอีกที ก็ไม่ทันเสียแล้ว ฟันผุไปแล้ว ดีที่สุขศาลาเขามาแจกแปรงสีฟัน ยาสีฟัน ยายก็หมั่นแปรง พยายามรักษาฟันซี่อื่นๆไม่ให้ผุตามกันไป อย่างเรานั่นล่ะ ตอนนี้ฟันแท้ยังไม่ขึ้นมาก็ต้องดูแลเหงือกให้ดีๆ พอมีฟันขึ้นมาแล้วก็ต้องหมั่นแปรงนะ รู้ไหมว่าเวลาปวดฟันนี่มันทรมานมาก”

“รู้ครับ วันนี้ผมปวดฟันแทบแย่”
“อ้าว จริงรึนี่ แปลว่าฟันผุขนาดหนักแล้วสิ”
“หนอนในอมยิ้มมันกัดปาก ต่อไปนี้จะไม่กินแล้วครับ”
“จริงๆแล้ว อมยิ้ม ใครๆก็กินได้ แต่กินแล้วต้องแปรงฟันจ๊ะ แล้วหนอนในลูกอมน่ะ ไม่มีหรอก ไปเอาที่ไหนมาพูด” สีหน้าของเด็กชายธิติกรเริ่มเปลี่ยน เพราะเขาบอกอย่างเต็มปากเต็มคำว่า ในอมยิ้มมีหนอนจริงๆ

“ธิติกร รอก่อน” เด็กหญิงวิ่งตามหลังมาพร้อมกับยื่นอมยิ้มให้
“แม่เราบอกว่า ในอมยิ้มไม่มีหนอนนะ แต่เราเองนั่นแหละที่ต้องแปรงฟัน แมงจะได้ไม่เลือกฟันของเราทำบ้าน”

“ขอบใจนะ ยายก็เพิ่งบอกเมื่อกี้เอง เธอก็อย่าลืมแปรงฟันล่ะ ตอนปวดฟันน่ะมันทรมานมากเลย”

เด็กหญิงโน้มตัวเองมากระซิบข้างๆหู “ฉันรู้ แต่เราต้องอดทน ไม่อย่างนั้นก็จะอดกินขนมหวานน่ะสิ”

หลังจากบอกลากลับบ้าน เด็กชายธิติกรมอบอมยิ้มให้คุณยาย
“คุณยายครับ อมยิ้มไหมครับ รับรองไม่มีหนอน”

คุณยายอมยิ้มแล้วยื่นกลับไปว่า “หลานไว้อมเองเถอะ ยายขี้เกียจแปรงฟัน”

 

 

 

 

ในบรรดาสีสันต่างๆ สีเขียวอยู่ในลำดับที่ ๒ รองมาจากน้ำตาล ของความพึงพอใจ มีอยู่ช่วงหนึ่งที่อิทธิพลของสีเขียวมีบทบาทอย่างมากในชีวิต ไม่ว่าจะหยิบจับอะไรก็มักต้องมีสีเขียวเข้ามาร่วมด้วยเสมอ น้อยครั้งที่จะหยิบสีคู่ตรงข้ามอย่างสีแดงมาปะปน จนวันหนึ่งได้พบตัวเองอยู่ท่ามกลางสีเขียวและน้ำตาล และเสียงแว่วที่เรียกฉายาตัวเองว่า “คุณต้นไม้”

ชื่อ “คุณต้นไม้” ไม่ได้มาจากการชื่นชอบสีเขียว และน้ำตาลแต่อย่างใด ทว่ามันมาจากรูปร่างที่สูงโปร่งและดูเหมือนว่าถ้าจะได้รับบทในละครเวทีสักเรื่อง คงไม่พ้นตำแหน่ง “คุณต้นไม้” เป็นแน่ ถึงอย่างนั้นดูเหมือนว่ารสนิยมของตัวเองก็จะชัดเจนขึ้นเมื่อเริ่มลงมือปลูกต้นไม้ในกระถาง

มีคนเคยบอก คนมือร้อนปลูกต้นไม้อะไรก็จะตาย ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า อุณหภูมิของมือคนจะสามารถลิขิตการเติบโตของกล้าไม้ได้ด้วย ฉันย้อนถามเขาว่า แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าคนไหนมือเย็น หรือมือร้อน เพราะทุกคนก็มีเลือดเนื้อและมีความร้อนอยู่ในตัวเหมือนๆกัน เขาบอกกลับมาว่า ก็เมื่อต้นไม้ตาย นั่นก็แปลว่า คนปลูกมือร้อนน่ะสิ ฉุกคิดขึ้นในใจ แล้วฉันล่ะ มือร้อน หรือเย็น

ฉันมีทางรอดเพียงทางเดียวเท่านั้น นั่นคือการเป็นผู้ช่วยแม่ในการปลูกต้นไม้ต่างๆ ไม่ใช่ว่าจะเชื่อเรื่องมือร้อน มือเย็นแต่อย่างไร หากแต่มันมีเหตุผลของมันอยู่ สิ่งนั้นคือ การได้ทำกิจกรรมคู่กับแม่ มันน่าจะสุขใจกว่าที่จะปลูกต้นไม้เพียงคนเดียว อันที่จริง มันเป็นเหตุผลสนับสนุนเท่านั้น เพราะสาเหตุที่แท้จริงมันคือ คนอย่างฉันไม่มีเวลารับผิดชอบสิ่งมีชีวิตใดมากไปกว่าตัวเองอีกแล้ว

การเริ่มต้นให้ความรักนั้น เป็นจุดเริ่มต้นของการจองจำทั้งปวง บางคนเต็มใจที่จะอยู่ในนั้น เพราะในที่นั่นอาจแลกด้วยความสุขที่ไม่สามารถหาได้จากที่ใด แต่ความทุกข์ก็จ่อรออยู่เช่นกัน ต้นไม้ทุกต้นของแม่ แม่ปลูกมันด้วยความรัก ฉันเริ่มคิดว่า แม่อาจจะมือเย็น แต่เมื่อครั้งที่มีพายุเข้าบ้านเรา และฝนตกรุนแรง ได้ดึงเอาต้นไม้หลายต้นของแม่ไปด้วย แม่ได้แต่มองต้นไม้ที่ค่อยๆปลูกจนเติบโตล้มตาย มันคงไม่รุนแรงเท่ากับชีวิตคนกระมัง แต่หากเป็นชีวิตคนล่ะ นี่อาจเป็นความทุกข์ที่ใหญ่หลวง เลยจริงๆ

วันหนึ่งฉันเดินเท้าบนทางรถไฟบางกอกน้อย ที่นั่นฉันได้พบกับ “คุณต้นไม้” ที่ท้าทายแดดลม เติบโตท่ามกลางความไม่น่าจะเป็นไปได้ บนก้อนหินสีดำจากคราบน้ำมัน กลับให้กำเนิดต้นไม้ต้นเล็กๆ สีเขียวที่โดดเด่นจากกองหิน กรวดเปื้อนน้ำมันเหล่านั้นน่ามองขึ้นทันที

บางสิ่งมีชีวิตก็อุดมไปด้วยความเขียวขจี และมีบางชนิดอุดมไปด้วยความมืดดำ แต่ความอุดมเหล่านั้นได้ผสานกันจนเป็นสิ่งใหม่ สิ่งที่เรียกว่า แรงบันดาลใจ ที่อยู่สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นอีกทีหนึ่ง หลังจากบันทึกภาพนั้นไว้แล้ว ฉันก็เก็บภาพนั้นไว้ดูในยามที่รู้สึกว่า ตัวเองมือร้อน และปลูกชีวิตตัวเองไปด้วยอาการอ่อนเปลี้ยเหลือเกิน เพื่อเตือนใจว่า ต้นไม้บางต้นไม่ได้ต้องการคนมือเย็นคนไหนปลูกมัน หากแต่ต้องการคนใจเย็นแม้สักคนไม่ทำลายมัน แม้ว่ามันจะเกิดในที่ที่ไม่สามารถออกรากได้ยาวไกล อย่างน้อยมันก็จะได้เรียนรู้ชีวิต และมีลมหายใจให้โลกอันร้อนระอุ แม้เพียงไม่กี่องศาที่จะทำให้โลกเย็นลง เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว

ฉันอาจคิดแทนต้นไม้มากไป แต่มันก็ดีไม่ใช่หรือ ที่เราจะไม่ทำลายกัน

คำถาม

posted on 08 May 2008 00:21 by 3003
กลุ่มเมฆที่คล้อยเคลื่อนตั้งคำถาม
เหตุใดโมงยามจึงเปลี่ยนผัน
กลับมืดเป็นสว่างได้ทุกวัน
อีกไม่นานตัวฉันก็ดับไป

นกน้อยบินเอื่อยตั้งคำถาม
แล้วเหตุใดฟ้าครามที่สดใส
จึงหอบลมพายุมาแต่ไกล
อีกไม่นานใช่ไหมที่ฝนโปรย


กบอ๊บอ๊บตั้งคำถาม
ทำอย่างไรในยามที่หิวโหย
ในหนองน้ำห้วยบึงเน่าเหม็นโชย
ฝนชะล้างได้ไหม โอย...ไม่เข้าใจ


มานี่ฉันจะตอบคำถาม
ที่ฟ้าเปลี่ยนโมงยามตามเงื่อนไข
สลับกลับเปลี่ยนเวียนกันไป
อาทิตย์ขึ้นลงนั้นไซร้เป็นสามัญ


เมฆที่คล้อยลอยเคลื่อนต้องเลือนลับ
ล้วนแตกดับเช่นกันนั่นอาสัญ
มีชีวิตอยู่ได้เช่นไรกัน
ก็ไม่เท่าทำสิ่งนั้นให้จำเริญ

เมื่อหยดฝนหล่นเป็นหยาดริ้วสะบัด
ทุกมวลสัตว์ได้ยิ้มร่าไม่ขัดเขิน
ชุ่มฉ่ำในชีวิตคิดดำเนิน
ปักษาเพลินใช่ไหมใจเบิกบาน


เจ้ากบร้องอ๊บอ๊บพบความจริง
ฝนนี่หนาชะทุกสิ่งดังเล่าขาน
ฝนตกน้อยชะน้อยไม่ช้านาน
ถ้าตกมากก็เผาผลาญหาญชีวิน

นี่แหละหนาวัฏจักรของชีวิต
มีบังเกิดและชีพปลิดให้ถวิล
วันนี้เราทำอะไรให้โยธิน
ก่อนม้วยสิ้นหมดคำถามและหมดลม