ผู้รักษาเวลา

posted on 07 Jul 2008 22:22 by 3003

แสงแดดที่เล็ดลอดเข้ามาทางหลังห้องสาดแสงยามบ่ายผ่านร่องไม้ที่เป็นผนังผุๆ ในลำแสงนั้นยังคงมองเห็นมวลฝุ่นละอองล่องลอยตามแรงปะทะที่เกิดขึ้น และเป็นผม ที่เข้ามาทำลายความสงบเงียบภายในที่ก่อตัวมายาวนานเท่าใดไม่อาจคาดคะเน เสียงไอโกรกดังขึ้นเป็นสัญญาณการตอบรับกลิ่นอับรุนแรงภายในห้องนั้น พื้นซีเมนต์มีฝุ่นจับหนาไม่ต่างกัน หยากไย่และการชักใยของกาลเวลาถักทอปกคลุมครึ้ม นี่ผมไม่ได้เข้ามาที่นี่นานแล้วจริงๆ

เวลาที่ผ่านมายังคงเก็บรักษาความทรงจำบางอย่างเอาไว้เป็นอย่างดี ภายในพื้นที่สีเหลี่ยมที่ดูเหมือนจะไม่ใหญ่โตอะไร มีเวทีที่เคยเป็นสังเวียนศึกการช่วงชิงความเป็นหนึ่งของพละกำลัง บัดนี้กลายเป็นที่อาศัยวางพักข้าวของมากมาย เมื่อเข้าใกล้ยังคงมองเห็นการบุปูในแต่ละชั้นทั้งผ้า ยาง เสื่อฟาง ที่เสื่อมสภาพและกรอบป่น ผมใช้มือสัมผัสที่ที่ผมเรียกว่าแท่นครู บัดนี้ดูสภาพไม่ต่างอะไรกับซากศพที่รอการฌาปน

ภายในห้องนั้นทั้งรกและเหม็นอับ หลังจากที่รากต้นหางนกยูงชอนไชเข้ามาทำลายโครงสร้างของอาคารไม้ชั้นเดียวหลังนี้ ก็ดูเหมือนว่าความสำคัญของมันก็เริ่มลดหายลงไป ครั้งหนึ่งที่นี่เคยเป็นห้องที่แสนวิเศษที่สุดของผมและเพื่อนรักอีกคนหนึ่ง

บัดนี้เรื่องราวเหล่านั้นได้ถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งที่มันเกือบจะเลือนหายไปจากใจนานแล้ว เพียงเพราะภาพบางอย่าง ของบางสิ่ง ช่วยย้ำเตือนเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้น ที่ตรงนั้น มุมห้องด้านในสุดยังคงมองเห็๋นเด็กชายกำลังนั่งนวดแขนและขา ก่อนสวมรองเท้าออกวิ่ง ผมเดินตามเด็กชายคนนั้นแต่เขาวิ่งเร็ว มุ่งหน้าออกจากห้องที่ผมเพิ่งเปิดออก รวดเร็วดั่งพายุ

“ไอ้พายุ รอด้วย วิ่งรอกันบ้างสิ” เด็กชายอีกคนที่กำลังผูกเชือกรองเท้าหน้าห้องตะโกน ความรีบเร่งที่จะผูกเชือกรองเท้าทำให้เขาออกตัวช้าและเริ่มต้นการวิ่งไม่ค่อยดีนัก เมื่อมองลอดผนังไม้ออกไป เบื้องนอกก็จะได้พบสนามกีฬาที่รวมการเล่นกีฬาทุกอย่างไว้ที่นี่

กว่าผมจะวิ่งออกตามเจ้าเด็กนั่น ก็คงเล่นเอาเหนื่อยหนักกว่าเดิม ผมจึงเริ่มออกสำรวจข้าวของในห้องนั้นต่อไป

ขณะนี้ในมือของผมมีก้อนทองเหลืองขนาดใหญ่ มันเคยเป็นระฆังบอกเวลาและเป็นต้นกำเนิดของความมีวินัยของผมเอง ครูมักใช้ระฆังใบนี้สั่งสอนพวกเราเสมอ นั่นหมายถึงการให้เกียรติกันและกัน เมื่อได้ยินเสียงระฆัง เราเริ่มชก เมื่อได้ยินเสียงระฆัง เราต้องแยก ฝุ่นที่จับหนาปกปิดลายอะไรบางอย่างบนผิวระฆังเก่าใบนั้น ผมใช้มือปัดฝุ่นละอองออก จึงพบว่าลวดลายที่สงสัยอยู่นั้น คือลายมือที่เขียนโย้เย้ว่า “ฮานาซา”
“......................................................................
............--“ปรี๊ด....ปริด..ปริด..ปรี๊ด พอๆ วันนี้เอาเท่านี้ก่อน ร่างกายยังไม่ทันได้ปรับตัว ขืนโหมแรงมากไปกล้ามเนื้อจะฉีกเอาเสียเปล่าๆ” เด็กนักเรียนชายวิ่งกรูกันมาที่หน้าห้องพลานามันใต้ต้นหางนกยูงนั้น มีชายร่างกำยำสูงใหญ่ยืนเป่านกหวีดเรียกให้เข้าแถวอยู่ เด็กๆเรียกเขาว่า ครูสมเกียรติ

“เอ้า เข้าแถวๆ ฟังนะ ฮานาซา แกเป็นรุ่นพี่ สามารถสั่งสอนตักเตือนรุ่นน้องได้ ถ้าวันไหนครูไม่อยู่ ให้แกเป็นคนตีระฆังเลิกซ้อมเข้าใจไหม” ชายร่างกำยำถามกำชับ

“ครับครู” ฮานาซาพยักหน้าหายใจหอบตอบทั้งที่ยังเหนื่อยจากการวิ่ง

“ดี ช่วงนี้ครูต้องเข้าสมาคมนักชกมวยเยาวชนที่เขต ไปทำเรื่องสมัครนักมวยของโรงเรียน มีหลายรุ่นที่จะได้ลงแข่ง ขอให้พวกเราฝึกซ้อมเอาไว้อย่าให้ขาด ซ้อมบ่อยๆไม่จำเป็นต้องหักโหม เด็กใหม่ที่ชื่อพายุให้ซ้อมกับฮานาซา ปีนี้จะให้ลองลงแข่งดู เผื่อจะได้เป็นตัวแทนโรงเรียนได้ รุ่นพี่ปีนี้มีคนเรียนจบหลายคน เราต้องคัดตัวแทนเพื่อแทนที่รุ่นพี่เหล่านั้น” เด็กๆมองหน้ากันแล้วพูดคุยเบา บางคนเปิดแขนเสื้อ อวดกล้ามเนื้อที่แขนแสดงความเป็นผู้มีร่างกายแข็งแรงใส่

“อย่างไรก็ตาม ในเวลานี้ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันหมด ทุกคนมีสิทธิได้เป็นตัวแทนโรงเรียนทั้งนั้น แต่ครูจะส่งแค่รุ่นละคน ดังนั้น เราต้องแข่งกันเอง เพื่อให้ได้คนที่แกร่งที่สุด จำไว้บนสังเวียนมีแต่เกมกีฬา ไม่มีคนอ่อนแอคนไหนยืนอยู่อย่างสง่างามได้ เพราะฉะนั้น ขอให้ทุกคนเป็นตัวจริง เจอกันพรุ่งนี้ 4 โมงเย็น กลับบ้านได้”

“คิดยังไงมาชกมวย ทำไมไม่ไปเป็นนักกรีฑาวะ เห็นวิ่งเร็วเป็นพายุสมชื่อ มาชกมวยนี่ต้องใช้ชั้นเชิงในการชกนะ จะมาออกหมัดซื่อๆไม่ได้”

“ผมอยากลอง ผมว่ากีฬาชกมวยมันท้าทายดี ยิ่งเป็นมวยไทยด้วยแล้ว สุดยอดเลยนะพี่ ถ้าผมได้เหรียญทองอวดสาวๆนะ สุดยอดเลยไอ้พายุ” เด็กพายุพูดแกมยิ้ม

“เท่านี้เองหรือวะ แรงจูงใจเท่านี้เองรึถึงทำให้นักวิ่งฝีเท้าดีมาชกมวยที่มีแต่จะเจ็บตัว”

“พี่ มวยไทย มันเป็นกีฬาที่คนไทยอย่างผมควรศึกษาไม่ใช่หรือ ขนาดพี่...พี่ไม่ใช่...ยังชกได้”

“ไอ้พายุ มันจะมากไปแล้วนะ คนทุกคนที่เกิดที่นี่ก็เป็นคนไทยหมด จะนับถือศาสนาอะไรก็เป็นคนไทยหมด ไม่เห็นจะต้องเอามาโยงเลยนี่ว่า นี่ของคนไทย นั่นก็คนไทย คนที่ไม่เหมือนคนอื่นต้องไปคนนอก มันจะหยามกันเกินไปหน่อยล่ะนะ” ฮานาซากระชากเสื้อพายุขึ้น ใบหน้าขึงขังเพิ่มความคมเข้มทวีคูณ

“ปล่อย..” พายุสะบัดแขนและผลักอก “จำไว้นะผมจะมาแทนพี่ พี่ต้องหลุดจากตำแหน่งทั้งที่ยังเรียนไม่จบเลย คอยดูฝีมือไอ้พายุบ้าง” พายุวิ่งออกจากห้องพลานามัย หายไปในความมืดของสนามกีฬา

ค่ำมากแล้ว แสงไฟสีเหลืองนวลส่องใบหน้าที่ดูอิดโรย ฮานาซาอาศัยห้องพลานามันของโรงเรียนเป็นที่พัก พ่อของเขาเสียชีวิตไปไม่นานจากการปะทะของกองกำลังไม่ทราบฝ่ายเมื่อครั้งที่ลาดตระเวนในจุดเสี่ยงของชายแดนภาคใต้ แม้แต่ร่างของพ่อ ฮานาซาก็ไม่เคยเห็น เขาเป็นเด็กชายมุสลิมที่ขาดจากหลักปฏิบัติหลายประการ จนเขาคิดว่า แท้ที่จริงนั้น เขาอาจเป็นคนนอกศาสนาของทุกศาสนา และอุปสรรคที่ใหญ่หลวงของเขาประการหนึ่งก็คือ เขาไม่มีบ้าน

“ฮานาซา” เขาลุกขึ้นนั้ง หันหน้าไปยังต้นเสียง
“ครูครับ”

“ทะเลาะกับน้องใช่ไหม” ครูถอนใจยาวจนได้ยินเสียงชัด “ไอ้พายุมันเป็นเด็กดีนะ เสียอยู่อย่าง ไม่ค่อยชอบให้ใครมาสั่ง อันนี้เป็นเรื่องที่แย่มาก สำหรับการอยู่ร่วมกัน รู้ไหมสิ่งที่สำคัญที่สุดคืออะไร”

“กติกาครับครู ผมเชื่ออย่างเดียวว่า หากเราทำตามกติกาเรื่องวุ่นๆจะไม่เกิดขึ้น”

“ใช่ กติกามีไว้ให้เราปฏิบัติ เพราะมีการตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ และสิ่งที่ต้องจำขึ้นใจคือ รู้อภัย ใจเราต้องนิ่งให้มากกว่านี้ ฮานาซาแกเข้าใจที่ครูพูดไหม นักมวยนอกจากจะควบคุมเวลา ควบคุมเกมบนเวทีให้ได้แล้ว จะต้องรู้จักควบคุมจิตใจด้วย การใช้ชีวิตจริงต่างจากกีฬาก็คือ ไม่มีคะแนน ไม่มีการได้แต้ม มีแต่ของจริงที่การตอบแทนการกระทำไม่ใช่ผลการแพ้ชนะ เราไม่จำเป็นต้องปล่อยหมัดให้ได้คะแนน การถนอมน้ำใจซึ่งกันและกันสำคัญที่สุด” ครูสมเกียรติลูบผมเกรียนที่ชุ่มเหงื่ออย่างอ่อนโยนของเด็กชายที่นั่งคุกเข่าก้มหน้า

“ผมจะจำไว้ครับครู ผมจะไม่ใช้อารมณ์กับรุ่นน้อง ผมจะอยู่ในกติกาทุกอย่าง ผมขอโทษครับที่วันนี้ผมพลาดไป”

“เอาล่ะ” ครูสมเกียรติลุกขึ้นยืน “กินข้าวดีกว่า ไปเอาจาน ช้อนมา วันนี้มีแกงคั่วขาวไก่ของโปรดนี่ ไปๆ อย่าชักช้า ครูเริ่มหิวแล้ว”

วินัยที่ครูสมเกียรติสอนเสมอนั่นคือ การตรงต่อเวลา นั่นหมายความว่า ทุกเย็นหลังเลิกเรียนในเวลาบ่าย 4 โมง จะได้พบกับนักเรียนชายจำนวนหนึ่งมารวมตัวกันที่ห้องพลานามัย ในชุดที่พร้อมสำหรับการออกกำลังกาย นักกีฬาแขนงอื่นๆแยกย้ายกันออกวิ่งเพื่อเป็นการอบอุ่นร่างกาย และฮานาซาก็นำรุ่นน้อง ออกวิ่งเช่นกัน เป็นการวิ่งเหยาะๆ จากนั้นจึงมาดัดแขน ดัดขา ให้เส้นคลาย

“พายุ..มาซ้อมกัน”
“ได้เลย วันนี้จะอัดพี่ให้น่วมไปเลย ลองดูแล้วกัน เดี๋ยวจะมาว่าไอ้พายุไม่บอกก่อน”

“ใส่นวม และเฮดการ์ดนะ”
พายุรัวหมัดที่เป้าหมายเดียวคือท้องของฮานาซา แต่ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดแต่อย่างไร นักมวยรุ่นพี่ผลักไหล่ให้เกิดวงสำหรับชก หมัดซ้ายของเขาชกเข้าที่หน้ารุ่นน้อง เป็นเหตุให้พายุล้มลง

“มา ลุกขึ้นมา อย่ายอมแพ้ง่ายๆแบบนี้สิ พายุ”
พายุลุกขึ้น ร่างเซของเขาทำให้ก้าวขาช้ากว่าเดิม ไม่มีการหลอกล่อ หรือชั้นเชิงใดๆ เขาโถมแรงทั้งหมดไปที่กำหมัดแล้วส่งผ่านไปยั่งหน้าท้องแข็งมีกล้ามเป็นมัดของรุ่นพี่คนเดิม

“โอย ไม่เอาแล้วเหนื่อย” พายุนอนหมดเรี่ยวแรง
“ก็เล่นชกไม่ดูทิศดูทาง สักแต่ใช้กำลัง มันก็เหนื่อยฟรีแบบนี้ล่ะ แต่ถ้าเจอคนที่ไม่เป็นมวย ป่านนี้ก็คงชนะไปแล้วล่ะมั้ง”

“พี่สอนผมบ้างสิ ผมอยากเก่งอย่างพี่”
“ได้เลย ไอ้น้อง”

เมื่อถึงเวลาจวนค่ำ ฮานาซาจะเป็นคนลั่นระฆัง ให้นักมวยทุกรุ่นหยุดซ้อมต่างแยกย้ายกันเปลี่ยนชุดและข้าวของกลับบ้าน มีเพียงเขาเท่านั้นที่ยังต้องอยู่เก็บกวาดเวที เรียงนวม เฮดการ์ด และกระติกน้ำเข้าที่ เพื่อจะได้อาศัยเป็นที่หลับนอนต่อไป

“ทำไมพี่ไม่นอนบนเวทีมวย”
“ไม่ล่ะ อยากให้เวทีมวย ศักดิ์สิทธิ์”
“ชาวมุสลิมเขาเชื่อเรื่องพวกนี้ด้วยหรือนี่”
ฮานาซามองเพ่งเข้าไปในดวงตาของพายุ “เลิกพูดเรื่องมุสลิมเสียที”

“ทำไมต้องโกรธขนาดนี้ด้วย ครั้งที่แล้วพี่กระชากเสื้อผม ผมยังหายโกรธเร็วเลยนะ จริงๆแล้ว ครูสมเกียรติเขาแอบมองตอนที่เราทะเลาะกันอยู่ เขาเข้ามาตักเตือนผม พูดกับผมดีๆ แล้วก็สอนอะไรอีกเยอะแยะ ผมจำไม่ได้ รู้คร่าวๆว่า คนเราเวลาอยู่รวมกัน ต้องยอมรับความแตกต่างให้ได้ ผมก็พยายามนะ ทั้งที่แต่ก่อนไม่ค่อยชอบที่จะต้องมาง้อใครอะไรให้มากความ แล้วก็แล้วกันไป ไม่พอใจก็ไม่ต้องคุย แต่หลังจากวันนั้น มันก็ทำให้ผมรู้ว่า ที่คนฆ่ากันตายง่ายๆ มันก็คงมาจากการเอาชนะกันเท่านั้นเอง”

“ใช่ คนที่ฆ่าคนได้ หวังแค่การเอาชนะเท่านั้น”
“ผมก็เลยไม่อยากอยู่ในจำพวกนั้นไง ที่จ้องแต่จะเอาชนะท่าเดียว ผมอยากเป็นที่รัก แล้วก็มีความสุขเหมือนๆกับคนอื่น”

“ก็เอาชนะตัวเองให้ได้สิ คัดตัวให้ได้ อย่าท้อ ครูคงดีใจที่ลูกชายคนเดียวเป็นตัวแทนโรงเรียนอย่างเต็มที่”

“ลูกบุญธรรมเท่านั้นล่ะ ผมว่า ครูเขาน่าจะภูมิใจในตัวพี่มากกว่าล่ะมั้ง แต่ไม่เป็นไร พี่คนละรุ่นกับผม อย่างน้อยก็ไม่ต้องแข่งกันให้เสียความรู้สึก”

“ไม่หรอกพายุ มันเป็นแค่เกม ต้องแยกให้ออกจากชีวิตจริงให้ได้”
“พี่ ผมถามอะไรจริงๆสักอย่างได้ไหม อย่าโกรธผมนะ พี่เป็นมุสลิมแล้วไหว้ครูมวยไทยได้ด้วยรึพี่ หรือว่าไม่เป็นไร คือที่ผมถามนี่เพราะว่าไม่รู้แล้วก็สงสัยจริงๆ แต่พี่จะไม่ตอบผมก็ได้ มันก็ไม่จำเป็นอะไรนักหรอก เพราะผมก็ชอบยิงนก ตกปลา แล้วก็ยังขโมยมะม่วงสวนข้างๆบ้านกิน ก็ไม่ใช่ชาวพุทธสักเท่าไหร่หรอก พี่ อย่านั่งนิ่งสิ ไม่ต้องตอบผมก็ได้”

“ถ้าอย่างนั้น ขอไม่ตอบก็แล้วกัน”
“พี่ ถ้าการชกมวยไม่มีระฆังหมดยก พี่จะทำยังไงครับ”

“คำถามที่มันเป็นไปไม่ได้ ทุกอย่างเกิดขึ้นมาเพื่อจบไปทั้งนั้น คำถามแบบนี้ก็ไม่ขอตอบ เพราะมันเป็นไปไม่ได้ แล้วมันก็ไม่มีทางเป็นไปได้ด้วย อย่าเหลวไหลมัวถามแต่เรื่องเพ้อเจ้ออยู่เลย เพราะพรุ่งนี้จะมีการคัดตัวนักมวยแล้ว ถ้าผ่านรอบนี้ก็จะได้ไปชิงกับโรงเรียนอื่น ไม่อยากได้เหรียญทองไปอวดใครๆหรือไง พรุ่งนี้ครูสมเกียรติเป็นกรรมการห้ามบนเวที และคนที่เป็นผู้รักษาเวลาคือพี่เอง”

“3 นาที พัก 2 นาที”
“ใช่ ใช้เวลาทุกนาทีให้คุ้มค่า สำหรับครั้งนี้ อาจแค่ลองดูเชิงคู่แข่งไปก่อน ไม่ต้องคิดว่าต้องได้ๆ ตัวเราเองจะได้ไม่กดดัน พี่ก็แบบนี้แหละ โดนชกจนอ่วมล่ะ กว่าจะได้เป็นตัวแทนโรงเรียน” ฮานาซาพูดพลางตบไหล่รุ่นน้องที่กำลังเซาะหาคำตอบในดวงตาของเขา

ระฆังทองเหลืองอยู่ในมือเด็กชาย ไม่ช้าทองเหลืองที่เกลี้ยงเกลาก็ปรากฏอักษร “ฮา-นา-ซา”

“ผมเขียนชื่อให้พี่แล้วกัน” พายุใช้ปากกาลบคำผิดขีดเขียนตัวอักษรโย้เอียงไปตามพื้นผิวกลมเว้าของระฆัง

“นี่ เขียนแล้วต้องลบนะ ของส่วนกลางมาเขียนชื่อได้ยังไงกันเล่า บอกไว้ก่อนนะว่าให้ฟังเสียงระฆังไม่ใช่บ้าพลังรัวหมัดไม่ฟังเสียงกรรมการ เสียงระฆัง หมดงานคัดตัวคราวนี้ พี่จะสอนเทคนิคความอึดให้ คัดตัวคราวหน้ามีหวังแน่นอน”

ฮานาซาเดินออกจากห้องไป เพื่อจัดเตรียมข้าวของที่จะต้องใช้สำหรับการคัดตัว สำหรับรุ่นของเขาแล้วไม่จำเป็นต้องคัดอีก เพราะเขาเป็นนักมวยสมัครเล่นที่มีความขยันในการฝึกซ้อม ซ้ำยังมีผลการเรียนที่ไม่น่าเป็นห่วง เขาจึงอยู่ในฐานะผู้ช่วยของครูสมเกียรติเสียมากกว่า บรรยากาศที่รายล้อมรอบสังเวียนสงบนิ่ง ความเงียบพูดคุยกับพายุเพียงลำพัง เขาเริ่มรู้ตัวแล้วว่า คำว่าน้ำใจนักกีฬานั้น คือการให้อภัย

ผมปิดประตูเรือนไม้หลังนั้น แล้วเดินมายังคนงานที่เตรียมรื้อถอนอาคารหลังสุดท้ายของพื้นที่โรงเรียนเก่าซึ่งถูกเปลี่ยนมือผู้บริหารมาเป็นโรงงานอุตสาหกรรม ข้าวของภายในนั้นไม่มีสิ่งใดเลยที่จะสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีก เห็นทีจะมีแต่ระฆังทองเหลืองชำรุดที่ไม่สามารถสั่นให้ดังได้ใบนี้ที่ผมคิดว่ามันยังมีประโยชน์อยู่ไม่น้อย

ที่สนาม ผมยังเห็นเด็กชายที่วิ่งสวนทางออกไปจากห้องที่ผมจากมา เขายังคงซ้อมวิ่งเช่นเดิม จู่ๆผมก็นึกถึงคำของครูขึ้นมาว่า “จงชกให้เต็มที่ อย่าทำฟาล์วใด แล้วก็จงรักษากฎกติกาให้ดี”

ครูสมเกียรติเพิ่งเสียชีวิตไปด้วยวัย 60 โรคมะเร็งลำไส้ที่รุมเร้ามาสักระยะหนึ่งทำให้ผมเกือบจำครูผู้ใจดีคนนั้นไม่ได้ เค้าโครงที่เหลือเพียงดวงตาที่อบอุ่นยังคงมีให้ผมจดจำเสมอ

“ฮานาซา ต่อไปนี้คงไม่มีฮานาซานักมวยของครูอีกแล้ว ครูเข้าใจ” ครูชราหายใจขัด ก่อนที่จะพยายามพูดต่อ “ยังไงก็ตาม อย่าลืมสิ่งที่เราเคยยึดมั่นมาตั้งแต่ยังเด็กซะล่ะ เราจะต้องรูจักให้อภัย อย่างเดียวกับที่ครูให้ฮานาซาตลอดมา”

“ครูครับ ผมขอโทษ ผมทำให้น้องตาพิการ เป็นเพราะผมที่เคร่งครัดเวลามากเกินไป ไม่ยอมดูเลยว่า น้องบาดเจ็บสักแค่ไหน ปล่อยให้ชกจนจบเกม ผมขอโทษครับครู”

คนงานรื้อผนังผุๆออกไปเพียงชั่วพริบตาเดียว ผมได้สัจธรรมอย่างหนึ่งว่า การทำลายนั้นง่ายกว่าสร้าง และสิ่งที่ยากกว่าสร้างนั้นคือการรักษา สภาพห้องพลานามันที่เสื่อมโทรมตรงหน้า คงมีเพียงความทรงจำเท่านั้นที่จะพอรักษาไว้ได้

“นายครับจะเอาไม้เวทีมากั้นคอกไหมครับ ไม่ยังดีอยู่ ไม่ผุ”
“จะทำอะไรก็ทำ เราทำสัญญากับนายจ้างไว้ว่าต้องเสร็จสิ้นเดือนนี้ ถ้าผิดจากที่นัด ผมต้องจ่ายเงินชดเชยนะครับ แล้วพวกคุณก็จะอดเงินไปด้วย รื้อให้ไวที่สุด แล้วก็เชื่อฟังผม ต่อไปนี้ผมจะให้สัญญาณเวลาทำงานกลางคืนด้วยเสียงระฆัง ไม่อย่างนั้นงานไม่เสร็จแน่ๆ เราต้องทำงานแข่งกับเวลานะ”

พริบตาเดียว เด็กชายคนที่วิ่งรอบสนามก็หายเข้าไปในห้องพลานามัยร้าง เขาน่าจะลืมอะไรไว้ในนั้น หวังว่า เขาคงไม่ได้ตามหาระฆังทองเหลืองในมือของผมหรอกนะ.

Comment

Comment:

Tweet

เรื่องสั้นไปถึงไหนแล้วอ้อย ติดต่อไม่ได้เลย

อยากแลกเปลี่ยนความคิดหน่อย ไม่มีประเด็น เขียนไม่ออก



cry

#1 By คั่นฯ (124.120.117.252) on 2008-07-12 19:51